เริ่มต้นกับ Laravel – Migrations

ช่วงนี้ผมหลงๆ ลืมไปหลายอย่างเพราะไปถอนฟันคุดมา (เจ็บมาก) T-T วันนี้นึกได้เลยมาเขียนบทความเกี่ยวกับ Laravel ซึ่งผมขอเตือนสักนิดว่าผมจะเขียนในลักษณะสำหรับคนที่เคยใช้ PHP Framework มาก่อนถึงจะเข้าใจ ดังนั้นใครไม่เข้าใจผมก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ การเขียนครั้งนี้เป็นการระบายถึงความเจ๋งของ PHP Framework ตัวนี้ และสำคัญว่าผมไม่ได้เรียนด้านสายเขียนโปรแกรมมา ศัพท์เทคนิคน่ะผมไม่ทราบหรอก แต่รู้อยู่ว่ากำลังทำอะไรแค่นั้นเอง

เริ่มต้นเวลาเราจะปล้ำกับโปรเจ็ค PHP สักตัว สิ่งแรกคือการออกแบบเว็บซึ่งจะมีอยู่ 3 ส่วนหลักๆ 1.หน้าตา 2.ระบบ 3.ฐานข้อมูล ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นพื้นฐานอยู่แล้วเพื่อป้องกันการมั่วในงานที่ทำ หลายคนเลือกใช้ทั้งเขียน flowchart บางคน wireframing บางคนดิบๆ ลงกระดาษก็มี บางคนบินสูงทำเป็น Digital ไปหมด

วันนี้ผมจะข้ามไปเรื่องฐานข้อมูลก่อน เพราะในงานผมทำ มักจะมาทำฐานข้อมูลก่อนเสมอ เนื่องจาก

  1. ฐานข้อมูลเป็นฐานสำคัญที่คุณออกแบบผิดปุ๊บ เมื่อแก้ที่หลังเท่ากับแก้โค้ดส่วนใหญ่ เพราะมันมักเชื่อมต่อกับ method อีกหลายตัว
  2. ฐานข้อมูลเป็นอะไรที่น่าเบื่อเมื่อต้องแก้ไข ปรับปรุง โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องมาเจอกับ phpmyadmin ทุกครั้ง ถึงแม้เราจะทำงานกับ GUI มันก็ยังน่าเบื่อที่ต้องมาคลิ๊กๆ และคลิ๊ก

แน่นอนว่าถ้าคุณใช้ Framework ตัวอื่น คุณต้องเป๊ะระดับหนึ่งเพื่อแลกกับการเหนื่อยน้อยลงในภายหลัง แต่วันนี้เราจะใช้ Laravel ซึ่งมันมีเครื่องมือตัวหนึ่งช่วยลดเวลาขั้นตอนการ PDCA ของเรา (Plan-Do-Check-Adjust)

Laravel มีเครื่องมือชื่อ Migrations ซึ่งผมสรุปความหมายมันให้สั้นที่สุดคือ Version Control ของ Database ซึ่งอธิบายง่ายๆ ว่า มันช่วยเอาโค้ด PHP ของเราที่เขียนบน Schema Builder ไปสร้างเป็นฐานข้อมูลในฐานข้อมูลให้เสร็จ แล้วเรายังสามารถจะ rollback ย้อนกลับสิ่งที่เราทำไปก็ได้ ทำให้เราลดเวลาการแก้ไขได้มากโข สำหรับผมขอบอกว่ามันครบเอามากๆ

แน่นอนบทความนี้เป็นบทความแรก เราจะมีพูดถึงตั้งแต่การติดตั้ง Laravel เลย เสียดายว่าผมลองพิมพ์ไปแล้ว 10 นาที ค้นพบว่ามันปวดตับ ผมเลยลบแล้วไม่พิมพ์มันซะเลย  /ee งานนี้สำหรับใครอ่านอังกฤษไม่เป็น แนะนำไปฝากความหวังกับ http://laravel.in.th/ ซึ่งคงจะมีบทความคลอดเร็วๆ นี้

ผมจะข้ามไปการออกแบบฐานข้อมูลเลย ก่อนอื่นที่ต้องมีคือ Laravel ที่ติดลงเครื่องเราพร้อมกับตั้งค่าฐานข้อมูลแล้ว จากนั้นเรามาเริ่มกันเลย!

เปิด cli ของเครื่องท่าน ถ้าเป็น Windows ก็ Dos ถ้าเป็น Linux ก็ Shell อะไรก็ว่าไป แล้ว CD เข้าโฟลเดอร์ Laravel ของท่าน เริ่มต้นให้พิมพ์คำสั่ง

php artisan migrate:install

เพื่อสร้างตาราง laravel_migrations สำหรับเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงในการรัน migrate แต่ละครั้ง พูดชัดๆ มันคือฐานข้อมูลของ Version Control นั้นแหละ

ทีนี้ผมจะสร้างตารางมาตรฐานที่ทุกระบบมันควรมีคือตารางเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน แน่นอนว่าชื่อตารางสำคัญควรอยู่ในรูป plural หรือพหูพจน์ เพราะอนาคตสำหรับคนใช้ Laravel ถ้าไม่ได้ลองใช้ Eloquent ORM ผมว่าเสียของมากๆ ดังนั้นเราจะมาจบกันด้วยชื่อว่า users (เรื่องนี้จริงๆ ไม่ fixed เราสามารถใช้ชื่ออะไรก็ได้ เพียงแต่ต้องเพิ่มโค้ดลงส่วน Model ไป 1 บรรทัด)

ใน cli ให้พิมพ์

php artisan migrate:make users

แล้วกด Enter ถ้าเจอข้อความ Great! New migration created! ก็คือสร้างเสร็จแล้ว เราจะได้ไฟล์สำหรับใส่โค้ดของ Schema Builder ลงไป ให้เปิด โฟลเดอร์ \application\migrations  เราจะเจอไฟล์ 2012_xx_xx_xxxxxx_users.php ซึ่ง x แทนด้วยตัวเลข ซึ่งคุณอาจเดาออก มันเป็นเลขวันที่และเวลา ดังนั้นมันจะแตกต่างออกไปตามเวลาการสร้างของแต่ละคน ให้เปิดไฟล์ เราจะเจอกับหน้าตาไฟล์แบบนี้

<?php

class Users {

	/**
	 * Make changes to the database.
	 *
	 * @return void
	 */
	public function up()
	{
		//
	}

	/**
	 * Revert the changes to the database.
	 *
	 * @return void
	 */
	public function down()
	{
		//
	}

}

จะมีสอง method คือ up กับ down โดย up ใช้ใส่โค้ดสำหรับตอนเราสร้างตาราง และ down ใช้ตอนถอนตาราง แต่จริงๆ มันมีความหมายคือการขึ้นหรือลงในการคุม Version ของฐานข้อมูล แน่นอนโค้ดการใส่คุณสามารถหาอ่านได้ที่ Schema Builder ดังนั้นผมจะแปะตัวอย่างที่ผมเขียนเป็นแนวทางให้

<?php

class Users {

	/**
	 * Make changes to the database.
	 *
	 * @return void
	 */
	public function up()
	{
		//Create table
		Schema::create('users', function($table)
		{
			//Set engine
			$table->engine = 'InnoDB';

			//Create fields
			$table->increments('id');
			$table->string('username', 64);
			$table->string('password', 64);
			$table->string('email', 64);
			$table->timestamps();

			//Create index
			$table->unique('username');
			$table->unique('email');
		});
	}

	/**
	 * Revert the changes to the database.
	 *
	 * @return void
	 */
	public function down()
	{
		//Drop table
		Schema::drop('users');
	}

}

ซึ่งถ้าอ่านแล้วผมว่าน่าจะเข้าใจกันนะครับ แต่จะมีจุดสังเกตคือไม่มีคำสั่งสร้างฟิลด์ id ซึ่งนั้นเพราะการสร้างฟิลด์ id จะถูกทำโดยอัตโนมัติอยู่แล้วในกรณีไม่มีการกำหนด primary key เนื่องจากมันเป็นพื้นฐานถ้าเราจะเขียน Eloquent ORM ซึ่งย้ำกว่าควรลองเขียน นอกนั้นการกำหนด increments นี้ควรต้องใส่ เพราะ primary key ที่ไม่ increments เองก็มีนะครับ บางคนเข้าใจ primary key มันต้อง auto increments ซึ่งมันผิด ในบางเคสผมเคยเอา hash md5 เป็น primary key มาแล้ว

อีกคำสั่งที่น่าสนใจและอาจจะงงๆ คือ

$table->timestamps();

ซึ่งอันนี้จะทำให้เราสร้างฟิลด์ created_at กับ updated_at เมื่อเราใช้คู่กับ Eloquent ORM มันจะเพิ่ม timestamp เมื่อเราเพิ่ม record ใหม่ลง created_at และแก้ไข updated_at เมื่อยามที่เราแก้ไข record เมื่ออ่านอย่างนี้คุณจะจินตนาการได้เลยว่าคุณไม่ต้องมีฟิลด์ว่าสมัครสมาชิกวันไหน หรือการแก้ไขโปรไฟล์ล่าสุดวันไหน เพราะมันจัดการตรงนี้ให้เสร็จ

สุดท้ายเราได้ 1 ตารางแล้ว คุณสามารถรัน

php artisan migrate

เพื่อสั่งเพิ่มตารางลงฐานข้อมูลได้เลย และถ้าคุณไม่พอใจ อยากแก้ไขตั้งแต่ต้น ก็แค่พิมพ์

php artisan migrate:reset

ในฐานข้อมูลคุณจะกลับมาตั้งต้น ตารางที่เคยถูกเพิ่มจะโดน drop ทิ้ง ซึ่งจากเท่านี้คุณก็สามารถทำการปรับเปลี่ยนแก้ไขได้อีกหลายครั้ง และไม่ต้องจับ phpmyadmin ไปอีกนาน

จริงๆ คุณยังทำลูกเล่นกับ Schema Builder ได้อีกเยอะ เสียดายผมหมดแรงดังนั้นไว้ต่อวันหลังถ้าไม่ลืม

/bye

อีคาวโนมิคส์

“อีคาวโนมิคส์”

โดย เกษียร เตชะพีระ
จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน 16กุมภาพพันธ์ 2550
จู่ๆ จะด้วยความเครียดหรืออย่างไรไม่ทราบ ครูพักลักจำทางเศรษฐศาสตร์ของผมท่านหนึ่งซึ่งกำลังถูกเรียกตัวไปรับใช้ชาติได้ส่ง “เศรษฐศาสตร์ประสาวัว” (ECOWNOMICS?) ว่าด้วยโมเดลของระบบเศรษฐกิจต่างๆ มาให้ พร้อมคำเกริ่นนำว่าอ่านแล้วยิ้มไม่หุบเอาเลยทีเดียวผมลองอ่านดูก็อดยิ้มไม่ได้เช่นกัน จึงขออนุญาตขโมย “เศรษฐศาสตร์ประสาวัว” มาแปลต่อสู่ท่านผู้อ่านเพื่อเชิญยิ้มกันทั่วหน้าดังนี้

(อนึ่ง กำลังจะส่งต้นฉบับผมก็พบว่า “วีรกร ตรีเศศ” เจ้าของคอลัมน์ “อาหารสมอง” ในมติชนสุดสัปดาห์ก็หยิบเอา “เศรษฐศาสตร์ประสาวัว” เรื่องเดียวกันนี้ไปถ่ายทอดลงในฉบับล่าสุดโดยบังเอิญ

(“เข้าใจระบบเศรษฐกิจจากวัว,” มติชนสุดสัปดาห์, 27:1382 (9-15 ก.พ.2550), 20-21) ก่อนที่ท่านจำเป็นต้องหยุดคอลัมน์เพราะถูกเรียกตัวไปรับใช้ชาติอีกคนเช่นกันนาน 9 เดือน เนื่องจากผมจวนตัว เปลี่ยนเรื่องเขียนไม่ทันและดูแล้วสำนวนแปลก็ผิดแผกแตกต่างจากท่านอยู่บ้าง จึงตัดสินใจส่งต้นฉบับเรื่องนี้ตามเดิม ต้องขออภัย “วีรกร ตรีเศศ” และท่านผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้)

โมเดลเศรษฐกิจต่างๆ อธิบายประสาวัว

สังคมนิยม : คุณมีวัว 2 ตัวแล้วยกให้เพื่อนบ้านไปตัวหนึ่ง

ลัทธิคอมมิวนิสต์ : คุณมีวัว 2 ตัว รัฐริบไปทั้งคู่แล้วให้นมวัวคุณนิดหน่อย

ลัทธิฟาสซิสต์ : คุณมีวัว 2 ตัว รัฐริบไปทั้งคู่แล้วขายนมวัวให้คุณนิดหน่อย

ลัทธินาซี : คุณมีวัว 2 ตัว รัฐริบไปทั้งคู่แล้วยิงคุณทิ้ง

รัฐราชการ : คุณมีวัว 2 ตัว รัฐริบไปทั้งคู่ ยิงตัวหนึ่งทิ้ง รีดนมอีกตัวหนึ่ง แล้วเทนมทิ้ง…

ทุนนิยมแบบเดิม : คุณมีวัว 2 ตัว คุณขายตัวหนึ่งแล้วเอาเงินไปซื้อกระทิงพ่อพันธุ์ ฝูงวัวของคุณเพิ่มทวีขึ้นและเศรษฐกิจก็เติบโตคุณขายฝูงวัวทิ้งแล้วเลิกทำมาหากิน อาศัยเงินที่ขายวัวได้นั่งกินนอนกินสบายใจเฉิบ

ลัทธิเหนือจริง : คุณมียีราฟ 2 ตัว รัฐบาลกำหนดให้คุณไปเรียนหัดเป่าหีบเพลงปาก (?)

บรรษัทอเมริกัน : คุณมีวัว 2 ตัว คุณขายตัวหนึ่งแล้วบังคับเคี่ยวเข็ญอีกตัวให้มันผลิตนมเท่ากับวัว 4 ตัวต่อมาไม่นาน คุณก็จ้างที่ปรึกษาให้ช่วยวิเคราะห์ว่าทำไมเจ้าวัวตัวนั้นถึงได้หมดแรงตาย

กิจการร่วมลงทุนแบบทักษิโณมิคส์ : คุณมีวัว 2 ตัว คุณขายวัว 3 ตัว ให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของคุณ โดยใช้ตราสารเครดิต (แอล/ซี) ซึ่งเปิดโดยน้องเขยของคุณที่ธนาคาร จากนั้นคุณก็ดำเนินการสลับสับเปลี่ยน (สวอป) หนี้กับหุ้นของบริษัทพร้อมทั้งทำคำเสนอขายหุ้นทั่วไปจนกระทั่งคุณได้วัวทั้ง 4 ตัวคืนมาแถมได้ยกเว้นภาษีสำหรับวัว 5 ตัวด้วย

สิทธิเหนือนมของวัวทั้ง 6 ตัวถูกยักย้ายถ่ายโอนผ่านคนกลางไปให้บริษัทจดทะเบียนบนเกาะเคย์แมนซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทของคุณแอบเป็นเจ้าของโดยลับๆ จากนั้นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ขายสิทธิเหนือนมของวัว 7 ตัวกลับมาให้บริษัทจดทะเบียนของคุณ

รายงานกิจการประจำปีของบริษัทระบุว่าบริษัทมีวัว 8 ตัวบวกตราสารสิทธิเลือกซื้อได้อีก 1 ตัว คุณขายวัวไปตัวหนึ่ง จึงเหลืออยู่อีก 9 ตัว รายงานประจำปีของบริษัทที่เผยแพร่ออกมาไม่ได้แสดงบัญชีงบดุลของบริษัทไว้ ประชามหาชนพากันแห่ไปซื้อ (ขี้) วัว (bullshit) ของคุณ

โมเดลของบริษัทอาเธอร์ แอนเดอร์เซ่น ผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัทเอ็นรอน : คุณมีวัว 2 ตัวคุณบดมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหมือนเอกสารหลักฐานบัญชี

บรรษัทฝรั่งเศส : คุณมีวัว 2 ตัว คุณนัดหยุดงานก่อจลาจล ปิดถนน เพราะคุณจะเอาวัว 3 ตัว

บรรษัทญี่ปุ่น : คุณมีวัว 2 ตัว คุณออกแบบมันใหม่ให้ขนาดเล็กลงเหลือ 1 ใน 10 ทว่าผลิตนมได้เป็น 20 เท่าของวัวปกติ จากนั้นคุณก็สร้างสรรค์ตัวการ์ตูนวัวเจ้าปัญญาชื่อ “คาวคิมอน” ขึ้นมาแล้วส่งขายตีตลาดทั่วโลก

บรรษัทเยอรมัน : คุณมีวัว 2 ตัว คุณวิศว (พันธุ) กรรมกันใหม่จนมันอายุยืนถึง 100 ปี กินอาหารเดือนละครั้งและรีดนมตัวเองได้

บรรษัทอิตาเลียน : คุณมีวัว 2 ตัวแต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ไหน คุณตัดสินใจไปกินมื้อเที่ยงก่อน

บรรษัทรัสเซีย : คุณมีวัว 2 ตัว คุณนับมันดูแล้วพบว่าคุณมีวัว 5 ตัว คุณนับมันใหม่แล้วพบว่าคุณมีวัว 42 ตัว คุณนับมันอีกรอบแล้วพบว่าคุณมีวัว 2 ตัว คุณเลิกนับวัวแล้วหันไปเปิดเหล้าวอดก้าดื่มอีกขวด

บรรษัทสวิส : คุณมีวัว 5,000 ตัว ไม่มีตัวไหนเป็นของคุณเลย คุณเรียกเก็บค่าฝากวัวจากเจ้าของมัน

บรรษัทจีน : คุณมีวัว 2 ตัวคุณมีคน 300 คนคอยรีดนมมัน คุณอ้างว่าในประเทศของคุณทุกคนมีงานทำและผลิตภาพของโคกระบือสูง แล้วคุณก็ไล่ขับนักข่าวที่รายงานสภาพความเป็นจริง

บรรษัทอินเดีย : คุณมีวัว 2 ตัว คุณกราบไหว้บูชามัน

บรรษัทอังกฤษ : คุณมีวัว 2 ตัว มันบ้าทั้งคู่

บรรษัทอิรัก : ใครๆ ก็คิดว่าคุณมีวัวเยอะ คุณบอกพวกเขาว่าคุณไม่มีวัวเลย แต่ไม่มีใครเชื่อคุณ ดังนั้น พวกเขาก็ขนระเบิดมาถล่มจนคุณขี้แตกขี้แตนและบุกตะลุยประเทศของคุณ ถึงกระนั้นคุณก็ยังไม่มีวัวอยู่ดีแต่อย่างน้อยตอนนี้คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกประชาธิปไตยแล้ว

บรรษัทสัญชาติเวลส์ : คุณมีวัว 2 ตัว เจ้าตัวทางซ้ายดูน่าพิสมัยมาก

บรรษัทออสเตรเลีย : คุณมีวัว 2 ตัว กิจการดูจะไปได้สวย คุณก็เลยปิดร้าน ไปดื่มเบียร์ฉลองสักหน่อย

Source: http://www.oknation.net/blog/mataharee/2007/02/16/entry-1

 

การทำ SEO กับการสร้างลิงก์ในปัจจุบัน

หลายคนที่ทำ SEO สิ่งที่สำคัญอันดับแรกเคยที่นึกๆ กันคือการทำลิงก์ใช่ไหมครับ สำหรับคนที่ทำ SEO มานานคงจะทราบว่า Google จัดว่าเป็นระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระยะ ด้วยเหตุผลหลักคือเพื่อทันเกมส์เหล่าคนทำ SEO นั่นแหละ ไม่ว่าจะหมวกดำ หมวกขาว มันมีกลยุทธ์หลายอย่างซึ่ง Google ไม่ชอบด้วยเหตุผลข้อเดียวคือ มันไม่ธรรมชาติ

ในการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึ่มครั้งล่าสุด ผมจำไม่ได้ล่ะว่าชื่อ penguin หรือ panda แต่สิ่งนี้ผมว่ายังไม่น่ากังวลเท่า เปลี่ยนไปแล้วเราต้องปรับตัวยังไง จริงๆ เราแทบไม่ต้องปรับตัวตามกระแสอะไร ขอเพียงแต่เราอิงสิ่งที่เรียกว่า Webmaster Guidelines ซึ่ง Google เป็นคนกำหนดเอง (อารมณ์ประมาณถ้าไม่เชื่อสิ่งนี้ แล้วจะเชื่ออะไรแทนได้อีกล่ะ) แต่วันนี้เราจะพูดถึงแค่เรื่องลิงก์อย่างเดียว ส่วนที่เหลือไว้วันหลังถ้าผมไม่ลืม

ในการสร้างลิงก์เข้า มันเป็นกลยุทธ์พื้นฐานของคนทำ SEO เลย ไม่ว่าจะแขวนลิงก์ โพสลงบอร์ด ไปแขวนตามเว็บประกาศ ซื้อลิงก์ บลาๆ แล้วสิ่งพวกนี้ อันไหนยังทำได้ อันไหนยังทำไม่ได้ล่ะ ผมเลยไปอ่าน Link schemes ซึ่งพูดถึงการทำลิงก์ที่ไม่ถูกต้อง พูดง่ายๆ คือ Google ไม่ปลื้มนั่นแหละ (ในกรณีเลวร้อยสุดคือ index หายได้เลย)

ผมได้แปลมาสั้นๆ บางส่วน ให้อ่านง่ายๆ เนื้อๆ เพราะรู้ว่าคนไทยขี้เกียจอ่านหนังสือ
/XD

Google ได้พูดถึงการทำลิงก์บนหน้าเว็บว่าลิงก์ทุกลิงก์บนหน้าเว็บเรา (ซึ่งก็คือลิงก์ขาออก) กับลิงก์ทุกลิงก์ที่เข้าหาเว็บเรา (ลิงก์ขาเข้า) ทุกลิงก์มีผลกับเว็บเราทั้งหมด และสามารถส่งผลเสียได้ด้วย

สิ่งที่ถูกห้ามทำและถือว่าเป็นการปั่นลิงก์ (Link schemes) มีดังนี้

  1. การซื้อหรือขายลิงก์ โดยแลกเป็นเงินสด สิ่งของ หรือบริการต่างๆ โดยมีเป้าหมายคือการส่งผ่าน PageRank
  2. การแลกเปลี่ยนลิงก์ระหว่างเว็บ (เธอลิงก์ฉัน แล้วฉันจะลิงก์กลับ)
  3. ลิงก์ไปยังเว็บที่มีลักษณะสแปมหรือเว็บที่ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง
  4. สร้างหน้าพาร์ทเนอร์ (พวกหน้าเว็บภายในกลุ่ม ในองค์กร) โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลิงก์แบบไขว้กันเอง
  5. ใช้โปรแกรมอัตโนมัติหรือบริการเพื่อสร้างลิงก์เข้าหาเว็บ

Google ได้ยกตัวอย่างลิงก์ที่เข้าข่ายพวกนี้ไว้ เช่น

  1. ลิงก์ข้อความที่มีเป้าหมายเพื่อส่ง PageRank โดยเฉพาะ
  2. ลิงก์จากบทความที่มีการใส่เน้นไปที่คีย์เวิร์ดสำคัญๆ ไว้เฉพาะ เช่น
    most people sleep at night. you can buy cheap blankets at shops. a blanket keeps you warm at night. you can also buy a wholesale heater. It produces more warmth and you can just turn it off in summer when you are going on france vacation.
  3. ลิงก์จากเว็บไดเรกทอรี่หรือเว็บบุคมาร์ค (ผู้เขียน: พวกเว็บ Top sites) พวกเว็บที่มีคุณภาพต่ำ
  4. ลิงก์ที่เกิดจาก widgets ที่มีไว้เพื่อให้เว็บอื่นไปติด เช่น
    Visitors to this page: 1,472
    car insurance

    (ผู้เขียน: ผมว่าพวกเว็บฝากรูปฝากไฟล์บางที่ ทำแบบนี้เยอะมาก)
  5. การแปะลิงก์ที่ท้ายเว็บ (Footer) ไว้หลายๆ เว็บกระจายกันไป
  6. การแปะลิงก์บนข้อความที่เราโพสในเว็บบอร์ดหรือลายเซ็นในเว็บบอร์ดด้วยลิงก์ที่มีการปรับแต่งแล้ว เช่น
    Thanks, that’s great info!
    – Paul
    paul’s pizza san diego pizza best pizza san diego

Google ได้มีแนบบันทึกไว้ว่าการโฆษณาผ่าน PPC นั้นไม่นับ เพราะลิงก์ที่เกิดเป็นลิงก์ระบบและไม่มีการส่งผ่าน PageRank ได้ จึงไม่เป็นไร

วิธีป้องกันลิงก์เสียๆ ขาออกของเราล่ะ (รวมถึงป้องกันการรั่ว Pagerank และความซวยจากเราที่กลายเป็นแหล่งลิงก์ขยะซะเอง)

  1. เพิ่ม rel=”nofollow” ที่แท็ก <a>
  2. ทำการรีไดเร็กลิงก์ไปหน้ากลางที่มีการบล็อก Search Engine ด้วย robot.txt

Google ได้บอกแนบท้ายว่า

ทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้เว็บอื่นนั้นทำลิงก์มาหาคุณ คือคุณต้องสร้างเนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์ สิ่งที่จะได้รับความนิยมในอินเตอร์เน็ตได้มากขึ้น ยิ่งคุณมีของดีมากเท่าไร มันเพิ่มโอกาสที่พวกเขาจะเจอคุณได้มากขึ้น ก่อนที่คุณจะตัดสินใจอะไรสักอย่าง ลองถามตัวเองว่า มันจะเกิดประโยชน์อะไรกับพวกเขาไหมถ้าพวกเขาได้ดูเว็บของคุณ

มันไม่ใช่แค่จำนวนลิงก์ที่มากเพียงอย่างเดียว แต่มันยังอยู่ที่คุณภาพและความสัมพันธ์ของลิงก์ด้วยที่จะมีผลกับเว็บของคุณ การสร้างเนื้อหาที่ดีจะตอบแทนคุณ ลิงก์ที่ถูกแนะนำโดยคนเขียนข่าวและชาวบล็อกเกอร์จะเป็นแหล่งสำคัญที่ทำให้เว็บคุณดูน่าสนใจ

และถ้าคุณเห็นเว็บที่เข้าข่ายทำการปั่นลิงก์เพื่อหวัง PageRank แจ้งให้เรารู้ พวกเราจะใช้ข้อมูลของคุณปรับปรุงอัลกอริทึ่มการตรวจสอบลิงก์เหล่านั้นเอง

บทความนี้แปลจากการอัพเดตของวันนี้ 10/2/2012 หวังว่าที่ผมพิมพ์และแปลไปเยอะแยะจะจุดประกายอะไรบ้างอย่างให้กับคนที่ได้อ่านนะครับ!

/bye
ปล. การที่เว็บจะมี rel=”nofollow” เยอะๆ ไม่เกิดผลเสียกับเว็บเรานะครับ คลิกเพื่ออ่านการสนทนาเรื่องนี้